10361378_461125044093708_3980957892678002400_n

การให้นมแม่ เป็นภาระหน้าที่อันใหญ่ของความเป็นแม่ เราเข้าใจว่าคุณแม่คงรู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เกิดความเครียด หมดกำลังใจ หรือท้อถอย …เพราะหนทางทุกอย่าง ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ถ้าหากคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือการลงทุน คุณแม่กำลังลงทุนให้ของขวัญอันเป็นต้นทุนแห่งชีวิต ที่ทารกน้อยๆคนหนึ่ง จะมีสุขภาพแข็งแรง เฉลียวฉลาด และเติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพต่อไป

ระบบภูมิคุ้มกัน ร่างกายตอบสนองต่อวัคซีนได้ดีกว่า เพราะน้ำนมแม่ช่วยกระตุ้นให้ระบบภูมิคุ้มกันเจริญเติบโต ลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งในเด็ก
ผิวหนัง โอกาสที่จะเกิดภูมิแพ้ผิวหนัง หรือผิวหนังอักเสบน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่
ข้อและกระดูก โรคข้ออักเสบพบได้น้อยในเด็กที่ได้รับนมแม่
ระบบขับถ่าย หมดปัญหาท้องผูก
กระเพาะปัสสาวะ โอกาสติดเชื้อน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่
ไต น้ำนมแม่มีเกลือและโปรตีนเป็นส่วนประกอบน้อยกว่านมผง ซึ่งดีต่อไตของเจ้าตัวน้อย

ระบบย่อยอาหาร โอกาสเกิดท้องร่วงน้อยกว่า และการให้นมแม่ต่อเนื่อง 6 เดือนหรือนานกว่านั้น ช่วยลดความเสี่ยงจากอาการแพ้อาหาร และลดโอกาสเกิดโรคลำไส้อักเสบ และลำไส้ใหญ่เป็นแผลเรื้อรัง เมื่อโตขึ้นอีกด้วย
หัวใจและระบบไหลเวียนโลหิต ทารกที่ได้รับการเลี้ยงดูด้วยนมแม่ มักมีอัตราการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอ และเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่มักมีระดับคลอเลสตอรอลต่ำกว่า ผู้ที่เติบโตมาโดยไม่ได้รับนมแม่
ระบบทางเดินหายใจ ทารกที่ได้รับนมแม่ มีโอกาสติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ โรคปอดบวม แลไข้หวัดใหญ่น้อยกว่า
ช่องปาก มีความจำเป็นที่ต้องพบทันตแพทย์น้อยกว่า กล้ามเนื้อบนใบหน้าได้รับการพัฒนามากกว่าจากการดูดนมแม่ และการที่รสชาติน้ำนมแม่เปลี่ยนแปลงได้ ถือเป็นการเตรียมความพร้อมให้ทารกรู้จักรสชาติที่หลากหลายของอาหาร
ระบบต่อมไร้ท่อ ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน
ระดับไอคิว คลอเลสตอรอลและไขมันจากน้ำนมแม่ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของระบบประสาท
สายตา ความสามารถในการมองเห็นของทารกที่ได้รับนมแม่จะมีประสิทธิภาพมากกว่า
หู ทารกที่ได้รับนมแม่ มีโอกาสที่จะเกิดโรคหูอักเสบน้อยกว่าทารกที่ไม่ได้รับนมแม่
คอ นมแม่ช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่อมทอมซิลอักเสบ

ขอขอบคุณข้อมูล
นิตยสารบันทึกคุณแม่
VitaCgummy